Flight Attendant หรือ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นอาชีพที่มีหน้าที่หลักดูแลรักษาความปลอดภัยบนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางโดยปลอดภัย รองลงมาคือช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารบนเครื่องบิน เช่น จัดแจงที่นั่งให้ผู้โดยสาร เสริฟอาหารและเครื่องดื่ม คอยดูแลเมื่อผู้โดยสารป่วยหรือต้องการความช่วยเหลือระหว่างบินไปจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง โดยสายการบินจะมีกำหนดตารางบินให้ว่าแต่ละเดือนจะต้องทำการบินกี่เที่ยวหรือกี่ชั่วโมงบิน 

 
การทำงาน
 

ลักษณะการทำงาน

       พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะไม่มีเวลาทำงานที่ชัดเจน ทำงานทั้งกลางวัน และกลางคืนขึ้นอยู่กับกำหนดตารางการบินที่ตัวเองได้รับจากสายการบิน ประกอบด้วยเที่ยวบินทั้งในประเทศและต่างประเทศขึ้นอยู่กับสายการบินจะมอบหมายให้ โดยพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะต้องเตรียมตัวก่อนบินประมาณ 1 ชั่วโมง    

ขั้นตอนการทำงาน

  • ประชุมก่อนบิน ประชุมก่อนไฟล์ทบินที่ห้องประชุมหรือแอร์ไลน์เฮดควอเตอร์ร่วมกับนักบินและพนักงานต้อนรับคนอื่น ๆ เพื่อมอบหมายงานและรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับไฟล์ทบินเช่น จุดหมายปลายทางของไฟล์ท, กี่จุดพัก, มีผู้ป่วยในไฟล์ทกี่คน, มีผู้โดยสารทั้งหมดกี่คน, มีผู้โดยสารที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษกี่คนและต้องรู้แม้กระทั่งผู้โดยสารที่เคยมีปัญหามาก่อน ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30-45 นาที
  • ตรวจเช็คอุปกรณ์บนเครื่อง เมื่อประชุมเสร็จแล้ว พนักงานต้องรับบนเครื่องบินจะขึ้นเครื่องก่อนเพื่อตรวจเช็กอุปกรณ์ประจำเครื่องตามจุดต่าง ๆ ประกอบด้วย ถังออกซิเจน เครื่องดับเพลิง ไฟฉาย หน้ากากออกซิเจน และเสื้อชูชีพ ตรวจเช็กประตูเครื่องว่าเปิด-ปิดได้ปกติหรือไม่ ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดสำคัญในกรณีฉุกเฉิน ต้องให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา หากอุปกรณ์ชิ้นไหนไม่พร้อมทำงานต้องแจ้งวิศวกรให้มาแก้ไขทันที
  • ต้อนรับผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ยืนต้อนรับผู้โดยสารด้วยรอยยิ้ม จัดหาที่นั่งให้ จัดแจงที่วางกระเป๋าให้ และให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษแก่คนชรา เด็ก คนพิการหรือเด็กที่โดยสารมาคนเดียวไม่มีผู้ปกครองมาด้วย 
  • เช็คความปลอดภัยของผู้โดยสาร เช็กความปลอดภัยของผู้โดยสารเช่น กระเป๋าวางถูกที่แล้วหรือไม่ ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งหรือยัง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจะมีพนักงานที่ได้รับมอบหมายทำการสาธิตให้ผู้โดยสารทราบถึงการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน เสร็จแล้วจึงจะแจ้งนักบินได้ว่าเครื่องพร้อมจะออกแล้ว
  • เสริฟ์อาหาร อำนวยความสะดวก เสริฟอาหารและเครื่องดื่มตามที่ผู้โดยสารได้สั่งจองไว้ หรืออำนวยความสะดวกเมื่อผู้โดยสารต้องการอะไร ตลอดจนให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารหากเกิดอาการป่วยกระทันหัน ดูแลอย่างดีไปจนถึงจุดหมายปลายทาง 
  • ส่งผู้โดยสารลงจากเครื่อง ยืนส่งผู้โดยสารทุกคนให้ลงจากเครื่องอย่างปลอดภัย เสร็จแล้วเก็บผ้าห่ม เก็บหูฟัง เก็บขยะให้เรียบร้อย แต่บางสายการบินพนังงานไม่ต้องทำหน้าที่นี้ แต่เป็นแม่บ้านของสายการบินเอง ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องบินว่าลำใหญ่หรือลำเล็ก หากต้องใช้เครื่องลำนี้ต่อด่วน พนักงานก็ต้องทำความสะอาดเองเพื่อประหยัดเวลา 
  • พักผ่อนตามอัธยาศัย พนักงานต้อนรับจะแยกย้ายกันเข้าไปพักผ่อน เช็กอิน ณ โรงแรมที่สายการบินจองไว้ให้ แต่ถ้าหากว่าเที่ยวบินวันนั้นมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเกิดขึ้นเช่น ปิดประตูเครื่องบินไม่ถูก หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยและชีวิตของผู้โดยสาร พนักงานต้อนรับทุกคนจะต้องเข้าไปประชุมเพื่อที่จะคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ถ้าทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ หัวหน้าหรือ Purser ก็จะเข้ามาคุยเป็นการส่วนตัว

* ทั้งนี้วิธีการทำงานของแต่ละสายการบินอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสายการบิน

สถานที่ทำงาน

  • แอร์ไลน์เฮดควอเตอร์ เมื่อต้องเข้าไปประชุม ประเมินต่าง ๆ
  • เครื่องบิน เป็นสถานที่ทำงานหลักเลยก็ว่าได้

ผู้ที่ต้องทำงานด้วย

  • นักบิน อย่างน้อย 2 คน มากที่สุด 8 คนแล้วแต่ระยะทาง 

  • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนอื่น ๆ หรือลูกเรือประมาณ 13 -16 คน (เครื่องบิน Boeing 777X ) และประมาณ 22 - 26 คน (เครื่องบิน Airbus A380)

  • ผู้โดยสาร มีตั้งแต่ 20 - 300 คน  

  • พนักงานตอนรับบนพื้นดิน ต้องติดต่อเช็กผู้โดยสารอยู่ตลอด

  • ฝ่ายครัวการบิน ติดต่อเรื่องอาหารที่จะต้องเสริฟให้ผู้โดยสาร

  • วิศวกรเครื่องบิน เมื่ออุปกรณ์บนเครื่องบินมีปัญหา

 

 
ความก้าวหน้าทางอาชีพ
 

 ตำแหน่งและเส้นทางการเติบโต  

       พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะมีความก้าวหน้าในอาชีพในลักษณะของการได้เลื่อนตำแหน่ง โดยมีทั้งสายการบินประเมินเอง และมีทั้งสมัครเอง หากตำแหน่งสูงขึ้นก็จะได้รับค่าตอบแทนสูงตามไปด้วย โดยแบ่งตำแหน่งตามลำดับตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงตำแหน่งสูงดังนี้

  • พนักงานต้อนรับชั้นประหยัด  Economy
  • พนักงานต้อนรับชั้นธุรกิจ Bussiness
  • พนักงานต้อนรับชั้นเฟิร์สคลาส First Class
  • เคบินซุป Cabin Supervisor
  • เพอร์เซอร์ Purser
  • นักบิน Captain

รายได้

       เงินเดือนหรือค่าตอบแทนทั้งหมดของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะมาจาก 3 ส่วนคือ ฐานเงินเดือน ชั่วโมงบินและเบี้ยเลี้ยง ซึ่งแต่ละสายการบินจะไม่เท่ากัน โดยสายการบินตะวันออกกลางจะได้ค่าตอบแทนต่อเดือนมากที่สุด โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 50,000- 100,0000 บาท

  • ฐานเงินเดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 - 32,000 บาท
  • ค่าชั่วโมงบิน เฉลี่ยอยู่ที่ชั่วโมงละ 500 บาท ในหนึ่งเดือนจะบินเฉลี่ยอยู่ที่ 80 - 100 ชั่วโมง
  • ค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะได้รับเมื่อเข้าเช็กอินที่โรงแรมหลังลงเครื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ 5,000- 10,000 บาท โดยจะได้เป็นสกุลเงินในประเทศที่ไปพัก ออกให้โดยสารการบิน
 
ข้อดีของอาชีพ
 
  • ได้ค่าตอบแทนสูง  
  • ได้ไปเที่ยวทั่วโลกมากกว่า 100 เส้นทาง
  • ได้ทำงานกับคนหลากหลายเชื้อชาติเกือบ 200 เชื้อชาติ 
  • มีวันหยุดหลายวัน ประมาณ 8 วันต่อเดือน หนึ่งปีสามารถหยุดลาพักร้อนได้ 30 วัน
  • ไม่ใช่งาน routine หรือทำซ้ำ ๆ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ได้ประสบการณ์หรือมุมมองใหม่ ๆ     
 
ข้อจำกัดของอาชีพ
 
  • ทำให้เสียสุขภาพ เนื่องจากตารางบินที่ไม่เป็นเวลา ต้องกินและนอนไม่เป็นเวลาทำให้ระบบร่างกายเสีย เมื่อทำงานไป 3-4 ปีก็จะเริ่มป่วยง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • พลาดโอกาสของคนสำคัญ แม้วันหยุดจะมีเยอะแต่ก็ต้องขอล่วงหน้าเป็นปี จึงไม่สามารถไปร่วมงานสำคัญของคนสำคัญได้ เช่น ไม่ค่อยได้ฉลองวันเกิดกับคนในครอบครัว คนรัก ไปงานแต่งงานเพื่อนไม่ได้ เป็นต้น
  • อายุการทำงานสั้น บางสายการบินให้เกษียณอายุอยู่ที่ 45 ปี จึงก็ต้องมองหางานอื่น ๆ ไว้เสมอ
  • เกิดความเครียดได้ง่าย เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาก็ไม่สามารถหนีไปไหนไม่ได้เพราะอยู่บนเครื่องบิน นอกจากนี้ยังมีหลายคนที่คิดถึงบ้าน (Homesick) ซึมเศร้า นอนหลับไม่สนิทอีกด้วย  
 
คุณสมบัติที่เหมาะสมกับอาชีพ
 
  • Service mind มีใจรักบริการ เพราะหน้าที่ของพนักงานต้องรับบนเครื่องบินคือการบริการ อำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทาง ต้องมีความตั้งใจสูงที่จะบริการให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวก สบายที่สุด 
  • Friendly & Positive มีทัศนคติที่ดี เพราะทัศนคติที่ดีจะเป็นตัวกำหนดการกระทำที่ดี การบริการที่ดีตามมา สร้างบุคลิกให้น่าเข้าหา เป็นธรรมชาติ ตลอดจนมองเห็นปัญหาเป็นความท้าทาย ยินดีให้บริการ ไม่มองว่าสิ่งไหนเป็นภาระ          
  • Physical Fitness มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ overweight (น้ำหนักตัวเกิน) สามารถยืนทำงานนานและหลายชั่วโมง เคลื่อนไหวได้คล่องตัวพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่
  • Flexibility มีความยืดหยุ่น นอกจากจะต้องมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกวัฒนธรรมแล้ว ยังต้องต้องพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ต้องคิดให้เร็ว ตัดสินใจให้ไว แต่คงไว้ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสาร
 
ทักษะที่ควรมี
 
  • ทักษะการสื่อสาร Communication Skills ไม่ใช่แค่ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ในระดับดี แต่ยังหมายถึงความสามารถในการสื่อสารที่ดีด้วย ต้องสื่อสารเป็น รู้จักรับฟัง ตรงประเด็น ไม่พูดสร้างความสับสนให้ผู้โดยสารและเพื่อนพนักงานด้วยกัน 
  • ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นหรือทำงานเป็นทีม Collaboration ทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหา เพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันภายในทีมและการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ 
  • ทักษะความเข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรม Cultural Awareness สามารถตอบคำถามหรือแก้ปัญหาให้ผู้โดยสารจากหลากเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม ไม่ขัดต่อวัฒนธรรมของผู้โดยสารจนเกิดความไม่พอใจ  
  • ทักษะการเป็นผู้นำ Leadership เป็นผู้นำได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ตลอดจนมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถลงมือได้เลยทันทีเช่น เมื่อเห็นผู้โดยสารเป็นลมหรือชัก พนักงานต้อนรับทุกคนจะต้องช่วยเหลือผู้โดยสารได้ทันที โดยไม่ต้องเรียกหัวหน้า 
  • ทักษะการแก้ไขปัญหา Complex Problem Solving สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนได้ ทั้งความต้องการของผู้โดยสารและบริบทของธุรกิจ เพราะพนักงานต้อนรับเปรียบเสมือนหน้าตาของสายการบิน ต้องรู้จักคิดเลือกและให้บริการที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเมื่อผู้โดยสารต้องการหรือร้องขอ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความพึงพอใจ ประทับใจและมีความสุขกับการเดินทาง 
 
เส้นทางสู่อาชีพ
 

       อาชีพนักงานตอนรับบนเครื่องบินเป็นหนึ่งในอาชีพที่สามารถจบมาจากสายใดก็ได้ ไม่ว่าจะสายวิทย์หรือสายศิลป์ เพียงแต่ต้องเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นอย่างน้อย หากจะถามหาคณะที่พัฒนาทักษะใกล้เคียง อาจยกตัวอย่างเช่น คณะมนุษย์ศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ หรือการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นต้น 

       เมื่อยื่นสมัครกับสายการบินแล้วจะเข้าสู่การแข่งขัน ซึ่งบางสายการบินต้องการใบสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ TOEIC, IELTS, TOEFL แต่บางสายการบินก็ไม่ต้องการเพราะมีข้อสอบวัดระดับภาษาเป็นของสายการบินเอง เมื่อคุณสมบัติผ่านครบถ้วนจะเข้าสู่การแข่งขันคัดตัวที่เรียกว่า Group Discussion ให้ผู้สมัครจับกลุ่มกันโชว์ไหวพริบในสถานการณ์สมมติ โดยจะมีกรรมการคอยจับตาดู โดยรอบ Group Discussion จะจัดประมาณ 2 รอบ เมื่อผ่านรอบดังกล่าวแล้ว จะเข้าสู่รอบ Final Interview สัมภาษณ์ตัวต่อตัวกับกรรมการของสายการบินนั้น ๆ หากผ่านรอบนี้ไปได้ก็จะได้ไปฝึกอบรมที่สำนักงานของสายการบินต้นสังกัด ประมาณ3 เดือน โดยจะมีการทดสอบหลังจบการอบรม หากไม่ผ่าน 3 ครั้งก็จะถูกเชิญให้ออก แต่หากผ่ายแล้วก็จะเป็นพนักงานเต็มตัว

 
คำแนะนำสำหรับพัฒนาตนเอง
 

Hard Skills

  • ภาษาอังกฤษ ต้องฝึกภาษาอังกฤษให้ได้ในระดับดีขึ้นไป     
  • จิตวิทยาพื้นฐาน ศึกษาทำความเข้าใจจิตวิทยา พฤติกรรมของมนุษย์
  • การประถมพยาบาล เช่นฝึกเช็กชีพจร การปั๊มหัวใจ (CPR) การใช้เครื่องปั๊มหัวใจ รู้จักการใช้ยาเบื้องต้นสำหรับ First Aid Kit
  • ว่ายน้ำ มีเหตุฉุกเฉินต้องแลนด์ในน้ำก็ต้องอพยพผู้โดยสารได้
  • การป้องกันตัวเอง เมื่อมีผู้โดยสารที่อาจขาดสติ หรือปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม เราจะสามารถป้องกันตัวเบื้องต้นได้
  • Grooming รู้จักดูแลเครื่องแต่งกาย ดูแลตัวเองให้ดูดี รู้วิธีแต่งหน้า ทำผมให้เรียบร้อย สง่า สุภาพ

Soft Skills 

  • ทักษะการสื่อสาร (Communication) สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สร้างความสับสน
  • ทักษะทางอารมณ์  (Emotional Intelligence) รู้ทันอารมณ์ของตัวเอง จัดการและแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม
  • บริหารจัดการเวลา (Time Management) บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เลท ให้อยู่ในสภาพพร้อมทำงาน
  • การใช้ภาษากาย (Body Language) การยิ้ม การวางมือต้องเหมาะสม สุภาพ
  • การจัดการกับความเครียด (Stress Management) เมื่อมีความเครียดต้องรู้ทันและจัดการได้อย่างเหมาะสมไม่กระทบกับงาน 
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
  • ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) หาคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาทุกปัญหาได้
  • ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เพื่อป้องกันไม่ตัดสินใจพลาดจนทำให้เสียงาน 

กิจกรรมต่าง ๆ 

       ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ได้เยอะที่สุดและหลากหลายวัย เช่น ทำกิจกรรมในมหาลัยฯ สอนพิเศษให้กับคนหลากหลายอายุ เป็นล่าม อาสาสมัครลงพื้นที่ชุมชน เพื่อที่จะได้ประสบการณ์กลับมา โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องฝึกคือ การสื่อสารกับผู้อื่นเพื่อที่จะได้เอามันมาประยุกต์ใช้ ต้องทั้งพูดภาษาอังกฤษได้และเข้ากับผู้อื่นได้ ไม่ใช่พูดอังกฤษเก่งมาก แต่ก็สื่อสารไม่เป็น

 
วงในสายอาชีพ
 

“ ค่านิยมที่คนภายนอกมองอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอาจจะดูดี สวยหรู ได้เที่ยวรอบโลก เงินเยอะ ความจริงแล้วอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เรียกว่าคนในอยากออก คนนอกอยากเข้าก็ไม่ผิด หากคิดว่าจะเข้ามาทำเพราะค่าตอบแทนสูง ได้เที่ยว ถ่ายรูปชิค ๆ อาจจะผิดหวัง เพราะเป็นหนึ่งในอาชีพบริการที่เหนื่อยมากและมีคนคาดหวังกับอาชีพนี้ไว้สูงมากว่าต้องดีที่สุด”

นางสาวประกายมาศ ชาเพ็ง, พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

 
เรื่องเล่าในรั้วมหาวิทยาลัย
 

วิชาที่เรียน

       อย่างที่รู้กันว่าอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นอาชีพที่ไม่ว่าใครจะจบสาขาไหนมาก็สามารถที่จะประกอบอาชีพนี้ได้หมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านการทดสอบสุดหินได้ บางสายการบินมีผู้สมัครมากถึง 3,000 คน แต่ต้องการเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น ดังนั้นก็จะมีวิชาที่จะช่วยให้ผ่านการทดสอบไปจนถึงต้องใช้ในการทำงานดังนี้

  • วิชา Speaking ฝึกพูดเป็นภาษาอังกฤษ
  • วิชา Listening ฝึกฟังและจับประเด็นเป็นภาษาอังกฤษ
  • วิชา Discussion ฝึกวิธีการโต้แย้งแบบกลุ่มเป็นภาษาอังกฤษ
  •  วิชาภาษาอังกฤษ ฝึกภาษาอังกฤษให้อยู่ในระดับดี